อาการของคนนอกใจ

1. หวงข้อมูลส่วนตัว
ไม่ค่อยพูดเรื่องของตัวเอง ไม่อยากให้รู้ว่าอาศัยที่ไหน ไม่รับแอดเฟซบุ๊ก หวงมือถือ
หรือหนักหน่อยก็ไม่บอกเบอร์มือถืออ้างว่าคุยแค่ในไลน์ก็ได้ จะได้ประหยัดเงิน แท้จริงแล้วก็เพื่อตามตัวเจอ
จะได้ชิ่งง่ายๆ
2.มักปิดโทรศัพท์มือถือ
มีมือถืออยู่กับตัว แต่ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะมัวห่วงว่าควรเปิดหรือปิดมือถือตอนอยู่กะคุณในช่วงไหนดี
เพราะเขาแอบซ่อนกิ๊กเอาไว้ โดยที่คุณไม่รู้ ดังนั้นถึงอยากปิดมือถือซะ เนื่องจากกลัวว่าจะมีใครโทรเข้ามา
3.ไม่พาคุณไปเจอใคร โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัวของเขา บางทีก็อ้างเป็นลูกกำพร้าไม่มีพ่อแม่พี่น้อง
นั่นเป็นเพราะเขาอาจจะเปิดตัวคนอื่นไปแล้ว
4.ไม่เคยว่างเพื่อเรา แต่สำหรับเขา เราต้องว่าง
ชวนไปไหน ทำอะไร ไม่เคยว่าง อ้างติดนู่นติดนี่เป็นประจำ ในทางกลับกัน ถ้าเขาอยากได้เวลาจากเราเมื่อไหร่
เขาจะต้องเอาให้ได้ ถ้าเราไม่มีเวลาให้เขาจะงอนทันที ผู้ชายแบบนี้มองแค่ความต้องการของตัวเอง
และมีความเสี่ยงสูงมากที่เมื่อเขาได้ทุกอย่างที่เขาต้องการแล้วก็จะชิ่งไป
5.ขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียใส่เราได้ตลอด
ข้อนี้สำหรับคนที่คบๆ ไปสักพัก เขาทำดีกับคนอื่นได้ แต่อารมณ์เสียใส่เมื่ออยู่กับเรา ทำอะไรก็ขัดใจไปหมด
นี่แหละค่ะ ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายมากแล้ว ในเมื่อเขาแสดงออกขนาดนี้ว่าเขาอยู่กับเราแล้วเขาไม่มีความสุข
แล้วเขายังอยู่กับเรา
6.คิดแต่เรื่องเซ็กส์
ไม่ว่าเขาจะกำลังคุยเรื่องอะไรกับคุณ ภาษากายเขาจะบอกหมดว่าเขาน่ะคิดยังไง
ยิ่งถ้าคุณพูดจาหยอกเขาให้เขาขนลุกเล่นล่ะก็ สายตาเขาชัดเจนเลยว่า อยากเห็นชุดชั้นใน ถ้าผู้ชายเขาสนใจคุณ
อยากคบคุณล่ะก็ ภาษากายเขาทั้งหมดจะโน้มเข้าหาตัวคุณ และเขาจะฟังคุณทุกคำพูด “อย่างมากเขาก็อาจมียักคิ้ว
กะพริบตาข้างเดียว หรือดูเจ้าชู้ อายๆ นิดๆ เวลาคุณแอบคุยๆ แล้วค้างหยุดนิดหนึ่งเพื่อสบตาเขา”
7.เขาไม่สนใจรายละเอียด
เมื่อใดที่ผู้ชายมองหาความสัมพันธ์ที่แท้จริง หรืออยากเข้าใจคุณมากขึ้น
พวกเขาจะอยากพูดคุยกับคุณในเรื่องต่างๆ ไล่มาตั้งแต่คุณทำอะไร งานเป็นยังไง มีพี่น้องกี่คน
เขาจะเป็นฝ่ายถามคำถามมากกว่าคุณถาม เขาอยากรู้ว่าคุณเป็นผู้หญิงเปิดเผยหรือซีเรียส มองโลกแง่ดี หรือแง่ร้าย
แต่หากนั่งคุยกับเขาเกือบสองชั่วโมงแล้ว เขายังพูดแบบว่า “ถ้าผมจะบอกว่าคุณหุ่นดีมากเลย
คืนนี้คุณไปต่อกับผมอีกได้มั้ยครับ” หนีห่างจากผู้ชานแบบนี้ได้เลย…

ผู้ชายหลังเเต่งงานควรปฎิบัติตัวเเบบไหนให้ภรรยารัก

ที่สุดของชีวิตคู่เขาว่าอยู่ที่หลังเเต่งงานกันเเล้วนั้นคือคู่รักสองคนจะสามารถใช้ชีวิตคู่ได้อย่างสมบูรณ์มีการช่วยเหลือซึ่งกันเเละกันเพื่อให้อนาคต
ของชีวิตคู่ของคู่นั้นๆเป็นไปอย่างราบรื่นเเละมีความสุขเพื่อให้ครอบครัวสามารถสร้างฐานที่มั่นคงเพื่อที่จะเป็นเสาหลักให้ลูกหลานต่อไป
สำหรับเรื่องราวของคู่รักนั้นอยู่ที่คนสองคนจะเดินทางกันไปเเบบไหนเพื่อให้สามารถสร้างความสุขให้กันเเละกัน
เเละมาดูกันว่าผู้ชายหลังเเต่งงานเเล้วต้องปฎิบัติตัวเเบบไหนเพื่อให้ภรรยามีความไว้วางใจมากขึ้นว่าคนนี้
เเหละจะสามารถนำพาชีวิตของเราให้เดินหน้าไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายในการครอบเรือนนั้นคือการสร้างครอบครับที่สมบูรณ์เเบบ
เรื่องเเรกเลยที่ผู้ชายต้องทำคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภรรยาของเราในเรื่องของความเจ้าชู้ต้องไม่มีให้เห็นเด็ดขาด
เรื่องของความเจ้าชู้นั้นนิสัยของผู้ชายมีอยู่เเล้วเเต่ว่าคนนั้นจะมากน้อยก็ตามเเต่
เเละผู้ชายต้องสร้างความไว้วางใจให้กับคนรักของคุณเพื่อไม่ได้ภรรยาของคุณนั้นคิดมากเช่นการ โทรศัพท์หากันยามที่อยู่ห่างไกล
หรือว่าไปเที่ยวไหนให้บอกเพื่อให้ภรรยาคุณสบายใจหากไม่ติดต่อกันบางครั้งภรรยาคุณอาจจะสงสัยเเละอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้
ต่อมาคือเรื่องดื่มเที่ยวหากได้เเต่งงานเเล้วผู้ชายก็ควรลดการสังสรรค์กับเพื่อนบ้างไม่ใช่ว่าเพื่อนชวนไปไหนไปหมด
ไม่เห็นใจคนที่อยู่ทางบ้านรอกินข้าวกับคุณผู้ชายเราต้องสร้างนิสัยใหม่หลังจากเเต่งงานต้องรู้ว่าครอบครัวเป็นสิ่งที่
สำคัญที่สุดจะต้องไม่ทำตัวเเบบเหมือนว่าตัวเองโสดจะไปไหนก็ได้ถ้ายังทำเเบบนั้นหลังเเต่งงานอาจจะโสดจริงๆเเบบไม่รู้ตัว
เพราะว่าฝ่ายหญิงจะไม่ชอบเเน่หากคุณยังเป็นคนที่ติดเพื่อนติดการดื่มกลับบ้านดึก ผู้ชายควรจำไว้ว่าฝ่ายหญิงต้องการคนเอาอกเอาใจ
โดยเฉพาะคนที่เป็นสามีควรเอาใจเขาเป็นพิเศษ สิ่งที่สำคัญในเรื่องต่อมาคือการเก็บเงินเพื่อการสร้างอนาคต
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญต่อครอบครัวอย่างมาก คนที่เเต่งงานกันเเล้วก็ควรที่จะช่วยเหลือกันเพื่อสร้างฐานครอบครัวที่มั่น
คงหรือว่าเก็บเงินเพื่อการร่วมกันสร้างธุรกิจ สมัยนี้ไม่มีใครต้องการเป็นลูกจ้างตลอดไปเเล้ว
ทุกคนต้องการที่จะสร้างฐานะเพื่อการเป็นพ่อค้าหรือนักลงทุนกันทั้งนั้น
หากฝ่ายชายที่เเต่งงานเเล้วยังไม่รู้จักเก็บเงินก็จะไม่สามารถสร้างความครัวที่มั่นคงได้
ดังนั้นคู่รักต้องช่วยกันหาเงินเพื่อให้ชีวิตคู่ของคุณดีขึ้น
เเละทั้งหมดนี้คือเเนวทางที่ต้องการให้ฝ่ายชายที่เเต่งงานเเล้วได้ปฎิบัติตัว
ให้สมกับคำว่าหัวหน้าครอบครัวที่ต้องดูเเลภรรยาควรที่จะทำตัวให้ดีเพื่อให้ผู้หญิงได้ชื่นชมในตัวคุณว่าเป็นสามีที่ยอดเยี่ยมสามารถดูเเลเขาได้ให้
สมกับการที่เขาเลือกคุณเป็นคู่ชีวิตเเละจะได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป…

10 ลักษณะผู้ชายที่ดี

แน่นอนว่าปัจจุบัน ความรักของหนุ่มสาวนั้น เกิดขึ้นมากมายไม่ใช่แค่เพียงในระดับผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า วัยรุ่น
เป็นหนึ่งในวัยที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากที่สุดเช่นกันท่ามกลางกระแสเลิกราต่างๆ นานา ที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะการที่ฝ่ายหญิงถูกทิ้งนั้น จริงๆแล้ว ฝ่ายหญิงควรเลือกคบผู้ชายอย่างไร นี่คือ 10 คุณสมบัติที่เราคัดมา
เริ่มจาก เป็นผู้ชายที่ใจดี และ เป็นผู้ใหญ่เพราะผู้ชายใจดีนั้นส่วนใหญ่จะมีเมตตาด้วย แน่นอนว่า
นั่นจะทำให้เขาไม่คิดทำร้ายเรา ซึ่งวิธีสังเกตุผู้ชายลักษณะนี้นั้นต้องดูว่าเวลาเราขัดใจ เขาจะแสดงปฏิกิริยาอะไรออกมา
ต่อมา เป็นผู้ชายที่เป็นเพื่อนคู่คิดเพราะว่าผู้ชายลักษณะนี้สามารถเป็นผู้นำครอบครัวได้
เวลาเราเผชิญปัญหาอะไร ก็สามารถปรึกษาได้ตลอด หรือที่โบราณว่าไว้สองหัวดีกว่าหัวเดียว
ต่อมา เป็นผู้ชายที่มีความเสียสละ เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ผู้ชายที่ทุกคนควรมี
สังเกตุง่ายๆเลย ถ้าเวลาเราหนาว แล้วเผอิญว่าเขาใส่เสื้อกันหนาวมาพอดี
ถ้าเขาสละให้เรา ก็นั่นแหละคือผู้ชายที่มีความเสียสละต่อมา ควรเป็นผู้ชายซื่อซัตย์
เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ผู้หญิงทุกคนต้องการอยู่แล้ว เพราะถ้าเป็นผู้ชายซื่อสัตย์ นอกจากเขาจะมีเราคนเดียวแล้ว
เขายังจะไม่พยายามโกหกเราอีกด้วย ต่อมา เป็นผู้ชายที่โอ้อวด นอกจากทำให้เรารู้สึกโอเคแล้ว
ผู้ชายลักษณะนี้จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกดีไปด้วยในที่นี้หมายถึงครอบคุณไงหละ เพราะคนอ่อนน้อมถ่อมตน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า
ใครๆก็ชอบอยู่แล้ว ต่อมา ควรเป็นผู้ชายที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น
เพราะแน่นอนว่าจะทำให้เราอุ่นใจยามเผชิญปัญหาหรือสถานการณ์คับขันอะไร ที่สำคัญ ถ้าครอบครัวเรามีปัญหา เขาก็จะพร้อมยื่นมือเข้าไปช่วยด้วย
ต่อมาเป็น ผู้ชายที่พูดจาสุภาพ ว่ากันว่า พูดดีเป็นศรีแก่ตัว ดังนั้น ใครๆก็ชอบผู้ชายที่สุภาพ อยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้ชายที่มีคุณสมบัตินี้
จะมีสัมมาคารวะ ไปที่ไหน ผู้คนก็รักและหวังดีต่อมาเป็น ผู้ชายที่ ขยัน แน่นอนว่า ผู้ชายลักษณะนี้จะทำให้เราไม่อดตาย
อย่างน้อยๆ เราก็จะได้รู้สึกอุ่นใจ ว่าสามารถสร้างอนาคตร่วมกับเขาได้
ต่อมาเป็น ผู้ชายที่เชื่อมั่นในการทำความดี แน่นอนว่า เป็นคุณสมบัติที่ดีอยู่แล้วและสุดท้าย ผู้ชายที่มีภาวะผู้นำสูง…

พิธีแต่งงานแบบไทย

ขั้นตอนก่อนการแต่งงาน
ก่อนที่จะมีงานแต่งงานเกิดขึ้นได้ แน่นอนว่าชายและหญิงคู่นั้น จะต้องมีการทำความรู้จักกัน
ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักในแบบใดก็ตาม และต่างฝ่ายต่างไปมาหาสู่กัน เรียนรู้นิสัยใจคอซึ่งกันและกัน
จนเกิดความรู้สึกรักชอบพอกัน และในที่สุดก็ตกลงที่จะใช้ชีวิตร่วมกันเพื่อสร้างครอบครัวใหม่ของตนจึงตัดสินใจที่จะแต่งงานกัน
ในสังคมไทย เมื่อชายและหญิงตัดสินใจที่จะแต่งงานกัน
ฝ่ายชายมักจะสรรหาผู้ใหญ่ซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่มีหน้ามีตาในสังคม หรืออาจจะเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ตนนับถือ ซึ่งเรียกว่า
“เถ้าแก่” ไปทาบทามพ่อแม่ของฝ่ายหญิงเพื่อที่จะสู่ขอหญิงสาวมาเป็นเจ้าสาวของตน
รวมถึงการพูดเจรจาเรื่องสินสอดทองหมั้น และเมื่อพ่อแม่ของฝ่ายหญิงตกปากรับคำแล้ว
โดยส่วนใหญ่ก็จะนำวันเดือนปีเกิดของทั้งสองฝ่ายไปดูฤกษ์วันแต่งงานกันต่อไป
การแต่งงานแบบไทย
ในที่นี้ จะพูดถึงเฉพาะการแต่งงานแบบไทย หรือก็คือการจัดงานแต่งงานตามประเพณีของชาติไทยเรา
ที่มีการปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยกล่าวคือ เมื่อถึงวันกำหนดฤกษ์แต่งงาน
• ทางฝ่ายชาย ก็จะจัดตั้งขบวนขันหมากพร้อมสินสอดทองหมั้นที่ได้ตกลงกันไว้ มาที่บ้านของฝ่ายหญิง
เพื่อสู่ขอหญิงสาวที่ตนรักเข้าสู่พิธีแต่งงาน
• ทางฝ่ายหญิงสาว ก็จะจัดเตรียมต้อนรับขบวนขันหมากของฝ่ายชาย
โดยปกติจะใช้เด็กผู้หญิงถือพานเชิญขันหมากไว้คอยต้อนรับขบวนขันหมากเข้าบ้าน
อีกทั้งเตรียมการเรื่องพิธีทางศาสนา โดยทำการนิมนต์พระสงฆ์ ซึ่งมักจะนิยมนิมนต์พระสงฆ์มาเป็นจำนวน 9 รูป
เพื่อมาทำพิธีทางศาสนา ที่มักนิยมเรียกกันว่า พิธีสงฆ์ เพื่อเป็นสิริมงคลให้แก่คู่บ่าวสาว และที่นิยมนิมนต์พระสงฆ์มา
9 รูปนั้น ด้วยเชื่อว่าเลข 9 สื่อถึงความเจริญก้าวหน้า ความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองฝ่าย
ลำดับขั้นตอนพิธีการแต่งงานแบบไทย
วันนี้จะมาแนะนำการแต่งงานแบบไทยอย่างกว้างๆก่อนนะครับ
ไว้โอกาสหน้าทางทีมงานจะมาลงลึกในรายละเอียดเพื่อที่จะได้เป็นแนวทางให้แก่คู่บ่าวสาวมือใหม่นำไปปรับใช้เตรียมงานแต่งงานของตนต่อไป
ซึ่งลำดับขั้นตอนมีดังนี้
1. พิธีสงฆ์ ซี่งถือเป็นพิธีการทางศาสนา เป็นพิธรการคที่สำคัญยิ่งโดยเฉพาะชาวพุทธ
เป็นพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรืองให้แก่คู่บ่าวสาว
พิธีแต่งงานแบบไทย-01
2. พิธีปูเรียงสินสอด หรือตรวจนับสินสอด เพื่อให้ญาติๆทุกคนได้รับรู้รับทราบ
พิธีแต่งงานแบบไทย-02
3. พิธีสวมแหวน รับตัวเจ้าสาวเข้าสู่พิธีสวมแหวนหมั้น หรือแหวนแต่งงาน
พิธีแต่งงานแบบไทย-03
4. พิธีรับไหว้ผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการขอขมาต่อสิ่งที่คู่บ่าวสาวได้เคยกระทำล่วงเกินไว้
พิธีแต่งงานแบบไทย-04
5. พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ หรือ พิธีรดน้ำสังข์ ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของงาน
เป็นพิธีการเพื่อให้บรรดาญาติๆตลอดจนเพื่อนฝูง คนรู้จัก ได้มีโอกาสมาแสดงความยินดี
และร่วมอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาวให้พบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรืองต่อไป
พิธีแต่งงานแบบไทย-05
6. พิธีส่งตัว หรือ ปูที่นอน เป็นขั้นตอนสุดท้าย หรือที่เรารู้จักกันก็คือ พิธีส่งคู่บ่าวสาวเข้าหอนั่นเอง…

เตรียมพร้อมเป็นเจ้าสาว

งานแต่งงาน ใครๆก็อยากจะสวยที่สุดกันทั้งนั้น เพราะเป็นงานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผู้หญิงเรา
ความสวยไม่อาจเสกได้ในเร็ววัน หากคุณกำลังเป็นว่าที่เจ้าสาว
สิ่งแรกที่คุณจะลืมไม่ได้เลยคือการดูแลใส่ใจผิวหน้าก่อนที่จะถึงวันแต่งงาน
ถึงแม้คุณจะต้องเตรียมตัววางแผนงานแต่งงาน เลือกชุดเจ้าสาว เลือกช่างหน้า ทำผม หรืออะไรอีกมากมายก็ตาม
แต่เรื่องความสวยความงามไม่มีตัวช่วยให้คุณเลือก คุณต้องดูแลใส่ใจด้วยตัวเอง หากอยากเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุด
ก็ต้องรู้จักดูแลผิวของตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่คุณจะได้เป็นเจ้าสาวที่สวยสมบูรณ์แบบในวันแต่งงาน
1.กำหนดค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ที่ต้องใช้เพื่อความสวยความงาม สำหรับงานแต่ง ทั้งเรื่องช่างแต่งหน้า ทำผม
และอย่าลืมค่าใช้จ่ายการเข้าคอร์สเจ้าสาว ประเภทคอร์สนวดหน้า นวดตัว ขัดผิว ลดน้ำหนัก
2.เริ่มหาแรงบันดาลใจสำหรับพิธีแต่งงานในฝัน เช่นการเปิดหนังสือหาแบบชุดแต่งงานที่ชอบ
การคัดเลือกธีมงานแต่งที่อยากจะให้เป็น โดยการคั่นหน้าหนังสือ ที่เราชอบเอาไว้
จะได้เอาไว้ปรึกษาหารือกับเจ้าบ่าว หรือไม่ก็เอาไว้คุยกับ เวดดิ้งแพลนเนอร์ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
3.ตัดสินใจ ว่าเราจะไปแต่งหน้าทำผมที่ร้าน หรือว่าจะนัดให้ช่างทำผมมาทำให้ที่งานเลย
4.ความสวยบนใบหน้าเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนั้น เราก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องฟันด้วย ลองไปหาหมอฟัน
ให้ตรวจดูสุขภาพฟัน ให้ขาวสวยสมบูรณ์แบบดูสิ
5.ถ้าอยากจะเปลี่ยนทรงผม หรือว่าเปลี่ยนสีผมใหม่ ให้ลองใช้เวลาช่วงนี้ทำไปก่อนได้เลย ถ้าสวยก็ถือว่าดีไป
แต่ถ้าไม่เวิร์ค อย่างน้อยก็มีเวลาแก้ไขทัน ก่อนจะถึงวันงาน
6.วางแผนออกกำลังกาย ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือไม่เคยออกกำลังกายเลย
แต่ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่คุณต้องวางแผนออกกำลังกายอย่างหนัก
เพราะการมีแพลนออกกำลังกายที่ดีไม่เพียงทำให้คุณกลายเป็นเจ้าสาวหุ่นดี
ร่างกายแข็งแรงพร้อมรับศึกหนักในวันแต่งงาน
7.ทำทรีตเมนต์สม่ำเสมอ หน้า ถือเป็นส่วนสำคัญที่สาวๆ ฉะนั้น 2-3 เดือนก่อนถึงงานแต่ง
ควรเริ่มทำทรีตเมนต์ใบหน้า ซึ่งการทำ Microdermabrasion หรือการกรอผิวจะเป็นวิธีที่ช่วยให้รอยแดง
รอยสิวบนใบหน้าควรทำทรีตเมนต์เป็นประจำ

สิ่งที่ต้องเตรียมตัว ก่อนถึงงานแต่งงาน 1-2 วัน
1.เข้าร้านทำเล็บ ให้ตัดเล็บให้เรียบร้อย ถ้าไม่ได้เลือกแบบเล็บที่ยุ่งยากมาก
ก็ควรจะทาเล็บให้เสร็จเลยภายในช่วงเวลานั้น แล้วก็ควรจะมีสียาทาเล็บนั้นๆ ติดตัวไปในวันงานด้วย
เผื่อว่าเกิดการลอก หรือหลุดไป จะได้เติมได้ทัน
2.สระผมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนวันงานแต่งงาน ผมที่สกปรกหน่อย
คือผมที่จัดทรงง่ายและอยู่ทรงกว่าผมที่เพิ่งผ่านการสระใหม่ๆ
3.ปรึกษาช่างทำผม ว่าควรจะใช้ครีมบำรุงอะไรหรือไม่ มาร์คหน้าในช่วงกลางคืน แต่ต้องให้แน่ใจด้วย
ว่าไม่มีอาการแพ้มาร์คตัวนั้น…

วิธีตัดใจจากคนที่แอบรัก

1.สารภาพความในใจ
การตัดใจจากคนที่แอบรักได้ดีที่สุดคือ บอกความรู้สึกออกไปเลย การได้ฟังจากปากของคนๆนั้นเอง
จะช่วยให้เราตัดใจง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลว่าเขาจะคิดอย่างไรกับเราอีกต่อไปอีกต่อไป

2.ให้เวลากับตัวเอง
การแอบรักเขาข้างเดียวและเมื่อเขาไม่รักตอบมันย่อมเจ็บปวดไม่ต่างจากการถูก คนรักบอกเลิก
หากเรารู้สึกแย่ขนาดนั้นก็จงอย่าดิ้นรนดื้อรั้นไปรักเขาอีก
ให้รีบพาใจตัวเองกลับมาสู่ความเป็นสามัญโดยอยู่กับตัวเองมากขึ้น คิด วางแผน
คำนึงถึงชีวิตตัวเองในวันข้างหน้ามากกว่าเอาเวลามาปล่อยใจหวนถึงคิดถึงเขา อีกต่อไป
3.ไม่ควรอยู่คนเดียว
หลังจากเศร้ากับตัวเองเสร็จแล้ว จงพาตัวเองก้าวเข้าสู่สังคมรอบๆ
ตัวของคุณบ้างเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องอยู่ตัวคนเดียว ไม่เช่นนั้นอาจจะยิ่งถลำลึกอยู่กับความเศร้าเสียใจ
ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง เพื่อนสนิทหรือแม้แต่คนในครอบครัวก็สามารถช่วยคุณประคองควา
รู้สึกได้ดีไม่แพ้กันและแน่นอนว่ามันย่อมดึงสภาพจิตใจคุณให้กลับมาอยู่กับ ตัวคุณเองได้มากขึ้น
4.ทำในสิ่งที่อยากทำ
แทนที่จะนั่งจมกับความรู้สึกย่ำแย่เปลี่ยนเป็นเอาเวลามาพัฒนาตัวเองดีกว่า จะเรียนภาษา อ่านหนังสือ
เล่นกีฬา ฟิตหุ่นให้เฟิร์ม หรือจะดูแลตัวเองให้สวยขึ้น จนเมื่อความรู้สึกจางไปเอง

5.หาเป้าหมายใหม่
ไม่ต้องปิดใจตัวเอง เพราะคุณสามารถมองหาคู่เดทคนใหม่ที่ดีกว่าเขาได้เช่นเดียวกัน
อย่าลืมว่าเมื่อคุณมีคุณสมบัติเพียบพร้อม สวยงามดูดีตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก
6.หาข้อเสียในตัวเขา
หาข้อเสียในตัวของเขาให้เจอ เช่น เจ้าชู้ มีกลิ่นตัว หรือสิ่งใดก็ตามที่คิดว่าจะทำให้เรามองภาพเขาแย่ลงได้
แล้วถามตัวเองว่ายังจะชอบนิสัยแย่ๆ ของเขาอีกไหมบางทีเราอาจจะพบว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้
จนไม่อยากให้เค้ามาเป็นแฟนอีก

7.หยุดให้ความหวังตัวเอง
เลิกให้ความหวังลมๆ แล้งๆ บอกตัวเองว่าพอได้แล้ว บอกไปซ้ำๆ ทุกวัน สักวันเราจะยอมรับความจริงได้เอง
และจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป

8.เลี่ยงสิ่งที่ทำให้ยิ่งคิดถึงเขา
หากมีสถานที่ที่ไหน ที่เคยไปด้วยกันสองคนกับเขาหรือแม้แต่รูปถ่ายหรือ กิจกรรมอะไรต่างๆ
ที่เคยทำจนเกิดเป็นความทรงจำที่ดีต่อกันและมันทำให้คุณรังแต่จะคิดถึงเขามาก ขึ้น
วันนี้จงหยุดพาตัวเองข้องเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น หลีกเลี่ยงแล้วเดินจากมา
ลองห่างไปสักระยะไม่หันไปมองอีกจนกว่าสภาพจิตใจจะดีขึ้น…

จิตวิทยากับความรัก

คุณคิดว่าความรักเป็นเรื่องมีเหตุผลหรือไม่?
มีทฤษฎีอะไรใช้อธิบายความรักได้บ้าง?
ทฤษฎีด้านจิตวิทยาวิวัฒนาการ (evolutionary psychology)
เป็นศาสตร์ที่ใช้ในการอธิบายสภาวะจิตของคน ที่เราเป็นแบบนี้
มีความรู้สึกและพฤติกรรมแบบนี้ เป็นผลมาจากวิธีเอาตัวรอดที่มนุษย์ใช้ในอดีต
เช่นการเลือกคู่เพื่อการสืบพันธุ์ หรือการร้องไห้เพื่อขอความช่วยเหลือสร้างอำนาจต่อรอง
เรื่องของฮอร์โมน ก็ช่วยอธิบายลำดับขั้นของความรักได้ แบ่งได้เป็น 3
ช่วงหลักๆ ตามการทำงานของฮอร์โมน ช่วงแรกคือช่วง ‘ดึงดูด’
เป็นช่วงที่ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนทำงาน คนเราก็จะสอดส่ายสายตาหาคู่ครอง
จากนั้นก็จะขยับเข้าสู่ช่วง ‘ตกหลุมรัก’ ช่วงนี้จะเป็นช่วงโดปามีนหลั่ง
โดปามีนนี่เป็นฮอร์โมนที่รับผิดชอบเรื่อง reward system
คือจะหลั่งเมื่อเรารับเอาของกระตุ้นที่ร่างกายคิดว่าดีต่อร่างกายเข้ามา
เหมือนเวลาเรากินของหวาน เสพยา หรือรักใครสักคน เราก็จะรู้สึกว่าต้องการอยากได้อีก แล้วก็เสพติดสิ่งเหล่านั้น
สุดท้ายคือช่วง ‘ผูกพัน’ซึ่งช่วงนี้เราจะไม่ได้หลงรักจะเป็นจะตายกับแฟนของเราอีกแล้ว
แต่จะเป็นความผูกพันมากกว่า เป็นผลจากออกซิโตซิน
เป็นสารตัวเดียวกันกับที่หลั่ง เวลาที่แม่คลอดลูกใหม่ๆ
ทำให้แม่เกิดความผูกพันกับลูกตั้งแต่แรกเกิด แต่ถึงจะมีการแบ่ง 3 ลำดับขั้น
ก็เป็นไปได้ว่าฮอร์โมนจะทำงานข้ามลำดับได้
เช่นเมื่อเข้าสู่ช่วงผูกพันแล้วโดปามีนหรือเทสโทสเตอโรนจะยังทำงานอยู่
เพียงแต่เราแบ่งเพื่อให้เห็นผลของฮอร์โมนแต่ละตัวชัดเจน
และถ้ามีการแสกนสมองเราจะเห็นการทำงานของสมองแต่ละส่วนเลย
ที่บางคนเรียกกันว่าช่วงโปรโมชั่น ในความสัมพันธ์ก็อาจจะไม่มีจริงเสมอไป
ในเมื่อโดปามีนอาจจะหลั่งอีกเมื่อไหร่ก็ได้
เราสามารถเกิดความรู้สึกตกหลุมรักได้อีกหลายครั้ง แต่ช่วงโปรฯ
ที่เราเรียกกันก็อาจจะคือการหลั่งโดปามีนครั้งแรก
ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่ค่อยเหมาะกับการดำรงชีวิตสักเท่าใดเพราะบางคนทำงานไม่ได้
กินนอนไม่ได้ หลายคนใช้เวลากับเรื่องนี้มากเกินไป
มนุษย์ก็เลยมีวิวัฒนาการที่ทำให้ฮอร์โมนตัวนี้ลดลงมาเมื่อถึงเวลาหนึ่ง
เพื่อให้ชีวิตของเราดำเนินต่อไปได้
หลายๆคนถามว่า แล้วรักแรกพบล่ะ จิตวิทยาอธิบายได้หรือไม่?
รักแรกพบไม่เคยมีคนศึกษามาก่อน
อาจจะเป็นช่วงที่คนสองคนกำลังหลั่งเทสโทสเตอโรนพอดีเลยมีโอกาสดึงดูด
กันและกัน ส่วนเรื่องพรหมลิขิตที่กำหนดว่าคนนี้คู่กับคนนั้น ในเชิงจิตวิทยา
มีการศึกษาว่าลักษณะนิสัยบางอย่างก็มีการดึงดูดกันไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวเสมอไป
ความรักจะยั่งยืนหรือคงอยู่ตลอดไปไหม?
ยังไม่มีใครสามารถตอบเรื่องนี้ได้เพราะมนุษย์เรายังวิวัฒนาการไปไม่สุด
แต่เดิมเราวิวัฒนาการมาจากลิงชิมแปนซีเมื่อหกล้านปีที่แล้ว
ซึ่งลิงไม่ใช่สัตว์ประเภทผัวเดียวเมียเดียว ช่วงที่เราเป็นมนุษย์ถ้ำ
เราก็ไม่ได้เป็นแบบผัวเดียวเมียเดียวเหมือนกัน
เพราะการเป็นผัวเดียวเมียเดียวมันปิดโอกาสในการสืบพันธุ์กับสายพันธุ์ที่ดี
ตัวผู้มีหน้าที่กระจายพันธุ์ให้มากที่สุด หน้าที่เลี้ยงลูกเป็นของตัวเมีย
ธรรมชาติกำหนดมาแบบนั้น และสัตว์มันก็เลี้ยงได้ เพราะเกิดมาไม่นาน
ลูกมันก็เดินได้ หาอาหารกินเองได้
แต่พอเป็นมนุษย์กว่าจะดูแลตัวเองได้ ก็ยังต้องเลี้ยงต่อไปอีกหลายปี
มนุษย์เราจึงต้องวิวัฒนาการต่อจากลิง ในเมื่อต้องใช้เวลาเลี้ยงลูกนานกว่า
และแม่คนเดียวเลี้ยงไม่ไหว ก็เลยมีกลไกให้พ่อติดแม่ ให้ผู้ชายติดผู้หญิง
ให้โดปามีนหลั่งอีกครั้งในช่วงตั้งครรภ์ และอาจจะยาวไปจนถึงปีแรก
แล้วจากนั้นก็ค่อยเเปลี่ยนเป็นออกซิโตซิน จริงๆ
เหมือนกับเราอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงอยู่และก็อาจจะวิวัฒนาการต่อไปอีกจากนี้…

รักต้องห้ามต่างวรรณะ…สู่ตำนานถ้ำนางนอน

ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน กลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ไปทั่วโลกตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
จากกรณีที่มีเด็กนักฟุตบอลชาวไทยและโค้ชหนุ่มรวม 13 ชีวิตเข้าไปติดอยู่ในถ้ำนานเกินสัปดาห์
กระทั่งได้รับความช่วยเหลือออกมาได้ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่ประเทศไทย
มีวัฒนธรรมนับถือผีสางนางไม้ ประเด็นเกี่ยวกับเทพผู้สถิตอยู่ใน
ถ้ำหลวง-ถ้ำขุนน้ำนางนอน จึงกลายเป็นเสียงร่ำลือกันไปต่างๆรวมถึงตำนานความรักของ เจ้าแม่นางนอน
ที่เรากำลังจะบอกเล่าดังต่อไปนี้ตำนานของ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนเกิดในสมัยอาณาจักรเชียงรุ้งสิบสองปันนา
ซึ่งเจ้าเมืองมีราชธิดาองค์หนึ่งทรงพระสิริโฉมงดงามยิ่ง นามว่าเจ้านางเชียงรุ้ง แอบพบรักกับชายเลี้ยงม้า
ซึ่งเป็นการผิดกฎตามโบราณราชประเพณีอย่างไรก็ตาม ด้วยความรักที่ทั้งสองมีต่อกัน
พวกเขาได้แอบปลูกต้นรักกันจนกระทั่ง เจ้านางเชียงรุ้งเกิดตั้งครรภ์
ก่อนจะหลบหนีออกจากเมืองตามไปกันเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดแต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของพระราชบิดา ที่ส่งทหารเอกไล่ติดตาม
เมื่อทั้งสองระหกระเหินเดินป่ามาจนถึงร่มไม้ในที่ราบแห่งหนึ่งริมน้ำโขง เจ้านางเชียงรุ้ง ซึ่งทรงพระครรภ์ เสด็จต่อไปไม่ไหว
จึงบอกชายคนรักให้ไปหาอาหารในป่า ตัวนางจะนั่งรออยู่ตรงนี้ไม่เสด็จไปไหนเป็นอันขาด
ทว่าการเข้าไปหาอาหารครั้งนี้ของชายเลี้ยงม้ากลับกลายเป็นการจากลากันชั่วนิรันดร์
เมื่อทหารของเจ้าเมืองเชียงรุ้งสิบสองปันนาบังเอิญไปพบชายเลี้ยงม้า ก่อนรุมฟันจนตาย แล้วออกค้นหา
เจ้านางเชียงรุ้ง ต่อไปส่วน เจ้านางเชียงรุ้งที่รอชายคนรักจนเย็นมืดค่ำก็ไม่เห็นกลับมา
ชะแง้เก้อชะเง้อคอยอยู่นานก็เห็นกองทหารของพระราชบิดาออกมาจากชายป่า เข้าล้อมตัวเองไว้
แล้วทูลเชิญกลับไปยังนครเชียงรุ้งสิบสองปันนาก่อนได้ทราบความจริงว่าคนรักได้จากไปแล้ว
เมื่อทรงทราบดังนั้น เจ้านางเชียงรุ้งทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมาก
และทรงกรรแสงคร่ำครวญเกลือกกลิ้งอยู่กลับพื้นใคร่ครวญเห็นว่าคนรักก็ได้ตายจากไปแล้ว
จะเสด็จกลับนครเชียงรุ้งก็คงถูกราชอาชญาสาหัสอีกทั้งทรงครรภ์กับชายเลี้ยงม้า
ชาวเมืองคงดูแคลนไปตลอดพระชนม์ว่าแล้วเมื่อ เจ้านางเชียงรุ้ง ได้สติ
จึงตั้งสัจจะอธิษฐานเอาความรักอันบริสุทธิ์เป็นที่ตั้งดึงปิ่นที่ปักผมออกมา
แทงพระขมับของพระองค์เองจนโลหิตไหลออกมาเป็นสายสิ้นพระชนม์อยู่ตรงนั้นตามชายเลี้ยงม้าคนรักไป
โดยสายพระโลหิตที่หลั่งไหลออกมาได้กลายมาเป็นต้นแม่น้ำแม่สาย
ส่วนพระวรกายที่นอนเหยียดยาวจากใต้จรดเหนือกลายเป็นดอยนางนอน
ขณะที่อิตถีเพศของพระนางกลายเป็นถ้ำหลวงและส่วนของพระอุทรที่ทรงครรภ์ก็เป็นดอยตุง
นอกจากนี้พระเศียรยังกลายเป็นดอยท่าและพระถันกลายเป็นดอยแม่ย่าซึ่งเชื่อกันว่าดอยทั้ง 3 ใน เทือกเขานางนอนนี้
เคยเป็นที่อยู่อาศัยของราชวงศ์ลาวจักราชต้นวงศ์ของพญาเม็งรายก่อนที่จะเคลื่อนย้ายมาสร้างเมืองหิรัญนครเงินยาง
เหนือดอยดินแดงเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุดอยตุงถือเป็นปฐมธาตุแห่งแรกของล้านนาประเทศ…

รักหรือหลงดูอย่างไร

วัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังมีฮอร์โมนสูบฉีด พุ่งพล่าน กำลังสนุกสนานกับชีวิต
เต็มไปด้วยพลังและความปรารถนา ซาบซ่าได้ทุกวี่วัน เฮฮากันได้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เรามี “ความรัก”
มากมายพอๆ กับพลัง เป็นความรักที่พร้อมจะมอบให้ใครสักคน ประมาณว่า เปิดใจตรงนี้เลย
คำว่ารักฉันมีอยู่แทบล้นใจ แต่ยังไม่มีที่ใช้ก็เท่านั้นเอง…” ซึ่งเมื่อเจอกับใครสักคนที่เดินเข้ามาติดเบ็ด เอ๊ย!
เดินเข้ามาในหัวใจ เราก็รีบตะครุบ ยึดกุมความรักครั้งนี้เอาไว้แบบกัดไม่ปล่อยความรู้สึกอันรุนแรงนี้เอง
ที่สามารถทำให้เราทำอะไร ๆ ตามอารมณ์มากกว่าจะใช้ความคิด(ภาษาวัยรุ่นบอกว่า ทำตามหัวใจ) ซึ่งวัยหนุ่มสาว
ยังไม่ใช่ผู้ใหญ่เต็มตัว วุฒิภาวะยังไม่เต็มที่ ก็อาจจะทำอะไรโดยไม่ค่อยคำนึงถึงเหตุผลอยู่แล้ว
เมื่อมาบวกกับการตกอยู่ใน “ห้วงรัก”อย่างนี้ ก็ยิ่งพลอยทำให้ “อาการหลง” กำเริบได้ง่ายๆ
“อาการหลง” ที่ว่านี้ ถ้าจะให้วินิจฉัยและอธิบายอย่างง่ายๆ ก็น่าจะเรียกได้ว่า เป็นการแสดงออกของความรู้สึกรัก
ที่ประกอบด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ทั้งหนุ่มสาวในห้วงรักที่มีภาพแฟนติดอยู่ในหัว
24 ชั่วโมง ,หนุ่มใหญ่วัยกลางคน ที่ดันไปปลูกต้นรักกับสาวน้อยวัยต้นยี่สิบ ,สาวโสดเพิ่งเกษียณ
เกิดปิ๊งปั๊งกับพ่อม่ายหนุ่มวัยสามสิบกว่าๆ ฯลฯ อาการหลงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ตรงกันข้าม
เป็นภาวะแสนจะปกติธรรมดา ที่เกิดขึ้นได้กับทุกๆ คนที่กำลังมีความรัก ทั้งที่รักเขาข้างเดียว และทั้งที่เพิ่งจะ in love คบหาปลูกต้นรักกัน
หลายๆ คนมักจะสับสนระหว่างคำว่า “หลงรัก” กับ “รักแท้”
เพราะเรามักจะถูกสอนให้ตั้งข้อสังเกตระหว่างสองภาวะพร้อมกับคำสอนที่ว่า “หลงรัก” นั้นไม่ดี ส่วน “รักแท้”
นั้นดีแน่ๆ แต่จะเป็นไปได้หรือ ที่เราจะรักใครจริงโดยไม่มีอารมณ์หลงอยู่เลย ?
เป็นไปได้หรือที่เราจะหลงใครโดยไม่มีความรักจริงอยู่เลย ?
พูดอีกอย่างหนึ่ง ทั้งความหลงและความรักนั้น เป็นสิ่งเดียวกันนี้เอง เพียงแต่มีการแสดงออกที่แตกต่างกัน
ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ความหลงก็คงเหมือนเด็กคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อน เต็มไปด้วยจินตนาการ
ความฟุ้งฝัน แต่ขณะเดียวกันก็เอาแต่ใจตัวเองสุดๆ ส่วนความรักก็เหมือนกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งมีเหตุผล
ละเอียดรอบคอบ รับฟัง เข้าใจ เอาใจใส่ แต่อาจจะดูเนิบๆ ไม่ค่อยเร้าใจ
ความหลงนั้นสามารถพัฒนาเติบใหญ่กลายเป็นความรักได้ ขณะเดียวกันในความรักนั้น
หากมีความหลงผสมอยู่ด้วย ก็จะทำให้ความรักมีชีวิตชีวามากขึ้น
รักครั้งแรกโดยเฉพาะรักของหนุ่มสาว โดยธรรมชาติแล้ว จะต้องมี “ความหลง”นั่นเป็นเรื่องธรรมด้า ธรรมดา
ไม่ผิดปกติ และไม่ควรจะคิดว่าเป็นเรื่องผิดปกติ แต่การจะพัฒนาความหลงให้กลายเป็นความรักที่มั่นคงยั่งยืนนั้น
เป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายนัก เพราะความรักเป็นความรู้สึกที่พัฒนาไปตามวุฒิภาวะและสติปัญญา
ใครบางคนเคยโง่งมงายกับความรักเมื่อตอนเป็นวัยรุ่น แต่เมื่อผ่านความรักมาหลายต่อหลายครั้ง ได้เรียนรู้
ได้เข้าใจ ความหลงก็จะน้อยลงไป เมื่อรักใครก็ใช้เหตุผลมากขึ้น ขณะที่ใครบางคน เคยหลงหัวปักหัวปำอย่างไร
ผ่านไปนานแค่ไหน พอไป in love อีกครั้งก็ยังหลงหัวปักหัวปำอยู่อย่างนั้นนั่นเอง
การตั้งคำถามว่า “รัก หรือ หลง” ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยเตือนสติตัวเอง
ถ้าหากมันกำลังจะทำอะไรที่ไม่สมเหตุสมผล เช่น
ทุ่มเทแบบไม่เสียดายชีวิต,ตามเกาะติดทุกฝีก้าว,งี่เง่าเอาแต่ใจโดยไม่รู้ ตัว,มัวแต่จิกไลน์ จิกเฟสบุ๊คหาตลอด ฯลฯ
ซึ่งถ้าไม่พัฒนาไปในทางที่ดี ความหลงเหล่านี้จะมีอายุโปรโมชั่นไม่นาน เพียงแค่ไม่กี่เดือนความรู้สึกซู่ซ๋า
ฟู่ฟ่าเหล่านี้ก็จะเริ่มจางหายไป สุดท้าย อาการ “หมดโปร”
ก็จะเข้ามาทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเบื่อหน่ายหรือห่างหายกันไปเอง
แต่หากคุณต้องการจะเปลี่ยนมันให้เป็น “ความรัก” คุณจะต้องตั้งอนาคตให้หัวใจตัวเองไว้ก่อน
ว่าคุณต้องการอะไร ต้องการจะเป็นอะไร หากคุณไม่ต้องการแค่ “หลง” แต่ต้องการจะ “รัก”
คุณก็ควรจะตั้งคำถามและพยายามหาคำตอบเสียตั้งแต่ตอนนี้ เพราะ “ความหลง”นั้น พัฒนาเป็น “ความรัก”ได้หากเรามีสติมากพอ…

เดทอย่างไรให้มีครั้งต่อไป

1.ต้องสวยไว้ก่อน และมีรอยยิ้ม
เป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้ชายจะชอบของสวยของงาม เสื้อผ้าหน้าผม แต่งใน look ที่เหมาะและเป็นเรามากที่สุด
แต่อย่าพยายามแต่งเยอะจนเกินไป
2.ชวนคุย
ผู้หญิงส่วนมากไม่ค่อยชอบผู้ชายที่พูดเยอะ
และประเภทที่ซักประวัติส่วนตัวแต่จะปลื้มมากหากเจอกับผู้ชายที่ชวนเธอคุยในเรื่องที่เป็นสาระบ้าง
ไร้สาระแต่น่าสนใจบ้างสลับกันไป แต่ทั้งนี้คุณเองก็ควรต้องเตรียมไปสักหน่อยว่าจะชวนเธอคุยเรื่องอะไรบ้าง
โดยสังเกตเอาจากการพูดคุยกันครั้งที่ผ่าน ๆ มาก็ได้ว่าเธอน่าจะชอบสไตล์ไหน
ลองเดาใจบ้างก็ทำให้ฝ่ายรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเหมือนกัน
3.อย่าแสดงท่าทีเบื่อหน่าย
ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าบางครั้งเราก็แอบเบื่อกับบทสนทนาทั่วไปที่กำลังคุยกันอยู่
แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่คุณแสดงท่าทีของอาการเบื่อออกมา บอกเลยว่าเดทครั้งนี้มีเปอร์เซ็นต์กินแห้วสูงมาก
ฉะนั้นพยายามตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา สนุกสนานตั้งแต่ต้นจนวินาทีที่บอกลากันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
4.อย่าเล่นโทรศัพท์มือถือมากเกินไป
ในขณะที่ออกเดทกันอยู่อย่าได้เผลอหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่น
หรือปล่อยให้เสียงโทรศัพท์ดังขัดการเดทอยู่ตลอดเวลาเด็ดขาด
เพราะพฤติกรรมติดโทรศัพท์มือถือแบบนี้อาจจะทำให้คู่เดทมองว่ามันเด็กและออกจะเสียมารยาท
5.ไม่ขัด
ไม่จำเป็นจะต้องแย้งเพื่อเอาชนะกันในทันที ควรรอมชอมและชี้แจงเหตุผลที่ดีกว่าที่จะทำตัวขัดหูขัดตาไปทุกเรื่อง
6.มั่นใจเข้าไว้
ความมั่นใจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้คุณได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งรอบข้าง หรือแม้แต่ตัวเอง
เพราะมันจะเหมือนกับคุณไม่มีความมั่นใจในตัวเอง แต่หากคุณมีความมั่นใจ พูดคุยสังสรรค์ และมองโลกในแง่บวก
มันจะทำให้คุณดูมีออร่า ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะอยากรู้จักคุณมากขึ้น
7.มองตา
แววตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ เราควรจะมีการสบตากับเขาด้วย ถ้าจังหวะเหมาะก็มองตากันนานๆ หน่อย
เหมือนเป็นการส่งสัญญาณเล็กๆ ว่าเราเองก็สนใจเขาเหมือนกัน ให้ความสนใจกับสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่ด้วย
8.มีอารมขัน
แน่นอนอยู่แล้วว่าใครๆ ก็อยากอยู่กับคนอารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน เพราะฉะนั้น
แสดงให้เขาเห็นว่าคุณเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วคุยสนุกและสบายใจ หัวเราะบ้างเป็นบางครั้งให้ดูสดใสน่ารัก
แต่ก็ต้องดูกาลเทศะด้วย ไม่ใช่เขากำลังเล่าเรื่องที่ต้องการกำลังใจ แต่คุณกลับหัวเราะ นั่นก็ผิดเวลาไป
หัวเราะให้ตรงจังหวะ หัวเราะแต่พองามกำลังสวย ทำให้เขาอยากนั่งคุยกับคุณแบบนี้ไปนานๆ…